UFA7777 พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000

Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - Admin

Pages: [1]
1


สำหรับ อันโตนิโอ รูดิเกอร์ เป็นนักเตะอีกคนหนึ่งใน สโมสรเชลซี ซึ่งเล่นตำแหน่งกองหลัง Center Back สโมสรได้เซ็นสัญญาเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 2017 และจะสิ้นสุดสัญญาวันที่ 30 มิถุนายน ค. ศ. 2022 สำหรับสโมสรเดิมนั่นคือโรม่าค่าตัวล่าสุด 15 ล้านปอนด์ สังกัดทีมชาติเยอรมัน

และสำหรับเกียรติประวัติสโมสรเมื่อ อันโตนิโอ รูดิเกอร์  เข้าร่วม สำหรับสโมสรเชลซีนั้นได้รางวัลเอฟเอคัพฤดูกาล 2017-2018 และได้ ยูฟ่ายูโรปาลีกฤดูกาล 2018-2019 จะได้รางวัลอีเอฟแอลคัพรองชนะเลิศฤดูกาล 2018 - 2019 เกียรติประวัติเมื่อเล่นให้กับเยอรมนีคือ ฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ ฤดูกาล 2017

เกียรติประวัติส่วนตัว อันโตนิโอ รูดิเกอร์  นั้นได้รางวัล U19 Fritz Walter Gold Modal 2012 และรางวัล brand of the match เอฟเอคัพรองชนะเลิศ 2018

สำหรับ อันโตนิโอ รูดิเกอร์  นั้นได้เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพโดยเล่นให้กับระดับ 3 ให้กับทีมสำรองและได้เล่นให้กับชุดใหญ่ในบุนเดิสลิกา ก่อนที่จะโดนยืมตัวไปเล่นให้กับโรม่าจากนั้น ก็ได้เซ็นสัญญากับเชลซีโดยค่าตัวเขาประมาณ 27 ล้านปอนด์

สำหรับผลงานในฤดูกาลที่ผ่านมา ในการลงเล่นฟุตบอลลีกรายการการแข่งขันพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-2020 โดยทีมสโมสรที่เล่นให้คือเชลซีได้ลงเล่นทั้งหมด 13 match ทำประตูได้ 2 ประตู ทำเข้าประตูตัวเอง 1 ประตู เปลี่ยนตัวออก 1 ครั้ง ใบเหลือง 3 ใบ และในฤดูกาล 2019-2020 ยังลงเล่นในรายการการแข่งขันพรีเมียร์ลีก 2 ในทีมสโมสร U23 ซึ่งลงทั้งหมดจำนวน 2 match

และข้อมูลการเล่นฟุตบอลถ้วยระดับนานาชาติของ อันโตนิโอ รูดิเกอร์  ในฤดูกาล 2019-2020 ในรายการการแข่งขันแชมป์เปียนลีกและยูฟ่าซุปเปอร์คัพเล่นให้กับเชลซี สำหรับรายการการแข่งขันแชมป์เปียนลีกได้ลง 2 match

2


มาร์กอส อลอนโซ่ เป็นนักฟุตบอลของเชลซีเล่นในตำแหน่งกองหลัง-แบ็คซ้าย มาร์กอส อลอนโซ่ ได้เซ็นสัญญานักเตะร่วมกับสโมสรเชลซี เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 2016 และจะสิ้นสุดสัญญาวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2023 ค่าตัวล่าสุดของ มาร์กอส อลอนโซ่ คือ 22.50 ล้านปอนด์ สำหรับสโมสรเดิมที่ย้ายมาคือ ฟิออเรนติน่า(Fiorentina) และเป็นอดีตสังกัดทีมชาติสเปนอีกด้วย เสื้อที่สวมเล่นในเชลซีสวมเสื้อเบอร์ 3

มาร์กอส อลอนโซ่ เกิดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ค.ศ. 1990 ปัจจุบันอายุ 29 ปี เป็นคนสัญชาติสเปน ส่วนสูง 1.8 เมตร เท้าที่ถนัดในการเล่นฟุตบอลคือเท้าซ้าย

มาร์กอส อลอนโซ่ นั้นถือว่าเป็นลูกชายและเป็นหลานชายอดีตทีมชาติสเปนอีกด้วยเขาได้อยู่ในทีมรีลมาดริดชุดเยาวชนและชุด B มาก่อนและได้เล่นฟุตบอลชุดใหญ่ทีมชาติครั้งแรกในยุคของมานูเอล เปเยกรินี่ ในปี ค.ศ. 2010 ในช่วงเดือนเมษายน แต่การเล่นนั้นจะเป็นตัวสำรอง

และในช่วงวัย 19 ปีได้ย้ายมาเล่นให้กับสโมสรโบลตั้น ซึ่งได้อยู่กับสโมสรนี้แหละ 3 ฤดูกาลได้ลงเล่นทั้งหมด 46 นัดและทำประตูได้ทั้งหมด 5 ประตู จากนั้น ก็ถูกยืมตัวให้ไปเล่นกับซันเดอร์แลนด์ จะได้ย้ายไปที่พี่ออเรนติน่าเล่นในตำแหน่ง แบล็คซ้าย และสถิติทีมด้วย 85 นัดและทำประตูได้ 5 ประตู

แล้วจากนั้นก็มาลงเล่นให้กับเชลซีในเกมลีกคัพในเดือนกันยายน ค.ศ. 2016 สามารถเอาชนะเลสเตอร์ได้และต้องบอกเลยว่าทำผลงานได้ดีมากๆ ในช่วงที่ผ่านมา เชลซีมีสถิติชนะมากในลีกโดยที่ไม่เสียประตูและต้องบอกว่ามาร์กอส อลอนโซ่ กลายเป็นนักเตะคนแรกของลีกอังกฤษที่ชนะการแข่งขัน 14 นัดแรก โดยลงเล่นให้กับสโมสรเชลซีเท่านั้น

3


สำหรับ จอร์จินโญ่ นั้นต้องบอกเลยว่าเป็น ผู้เล่นที่มีเทคนิคแวววาวมากๆสามารถอ่านจังหวะการจ่ายบอลหรือจังหวะการเคลื่อนที่ต่างๆได้เป็นอย่างดีมีความรวดเร็วในการเล่น จึงมักได้เล่นเป็นกองกลางนั่นเอง ซึ่งเล่นในสโมสรเชลซีตำแหน่งกองกลาง มิดฟิลด์ตัวรับ

จอร์จินโญ่ นั้นเกิดวันที่ 20 ธันวาคม ค. ศ. 1991 ซึ่งปัจจุบันอายุได้ 28 ปี เป็นคนสัญชาติอิตาลี มีส่วนสูง 1.80 เมตร ถนัดเท้าขวาในการเล่นฟุตบอล

สำหรับ จอร์จินโญ่ น้ำได้เซ็นสัญญานักเตะกับสโมสรเชลซี เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 2018 และจะสิ้นสุดสัญญาวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2023 สโมสรเดิมคือนาโปลี ซึ่งจะสวมเสื้อเบอร์ 5 ในการลงเล่น ฟุตบอลในสโมสรเชลซีและปัจจุบันยังเล่นให้กับทีมชาติอิตาลีอีกด้วย

สำหรับ การติดทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่นั้นติดเมื่อ ค.ศ. 2016 ข้อมูลของการลงเล่นทีมชาติอิตาลีรายการแข่งขันทั้งหมดที่ผ่านมาคือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรอบคัดเลือก,ฟุตบอลกระชับมิตรทีมชาติ,ยูฟ่าเนชั่นส์ลีกและฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก สำหรับ การลงเล่นในสนามได้ลง 22 Match ทำประตูได้ 4 ประตู แอสซิสต์ 1 เปลี่ยนตัวออก 4 ครั้ง เปลี่ยน ตัวเข้า 2 ครั้ง ใบเหลือง 4 ใบ และทำประตูจากการยิงลูกโทษได้ 4 ประตู

สำหรับข้อมูลการลงเล่นฟุตบอลลีกในฤดูกาลที่ผ่านมาคือ 2019-2020 รายการการแข่งขันพรีเมียร์ลีกเล่นให้กับทีมสโมสรเชลซีลงทั้งหมด 26 Match ทำประตูได้ 4 ประตู แอสซิสต์ 2 เปลี่ยนตัวเข้า 3 ครั้ง เปลี่ยนตัวออก 7 ครั้ง ใบเหลือง 10 ครั้ง และได้ประตูจากลูกโทษ 3 ประตู

สำหรับการเล่นฟุตบอลถ้วยระดับนานาชาติในฤดูกาล 2019-2020 มี 2 รายการคือแชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งเล่นทั้งหมด 7 Match ทำประตูได้ 2 ประตู เปลี่ยนตัวเข้า 1 ครั้ง และได้ใบเหลือง 3 ครั้ง ได้ประตูจากการยิงลูกโทษ 2 ประตู และรายการยูฟ่าซุปเปอร์คัพลงเล่นทั้งหมด 1 Match ทำประตูได้ 1 ประตู ทำประตูจากการยิงลูกโทษ 1 ประตู

4


เอ็คตอร์ เบลเยริน ถือว่าเป็นกองหลังแบ็คขวาที่มีอายุ 24 ปี เกิดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 1995 เป็นคนสัญชาติสเปนส่วนสูงคือ 1.78 เมตร ถนัดที่สุดคือเท้าขวา ปัจจุบันเล่นให้กับอาร์เซนอล

เอ็คตอร์ เบลเยริน นั้นได้ร่วมสโมสรสัญญานักเตะกับอาร์เซนอลเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2014 ซึ่งย้ายมาจากอาร์เซนอล U21 เล่นให้กับทีมอาร์เซนอลจะสวมเสื้อเบอร์ 2 และค่าตัวในปัจจุบันคือ 36 ล้านปอนด์จะสิ้นสุดสัญญากับอาร์เซนอลวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2023

ในฤดูกาล 2014 - 2015 เอ็คตอร์ เบลเยริน นั้นได้มีโอกาสลงเล่นให้กับอาร์เซนอลเป็นตัวจริงในครั้งแรกที่พบกับสโต๊คซิตี้ ซึ่งในขณะนั้นเขามีอายุเพียง 19 ปี เท่านั้นถือว่าเป็นนักฟุตบอลดาวรุ่งที่เป็นที่น่าจับตามองมากๆ และ เอ็คตอร์ เบลเยริน ถือว่าเป็นนักฟุตบอลที่วิ่งเร็วที่สุดในเอเชียนั่นเลยก็ว่าได้

ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2014 - 2015 เอ็คตอร์ เบลเยริน ได้ยิงประตูแรกให้กับทีมอาร์เซนอลในขณะที่แข่งขันกับแอสตันวิลล่าชนะไปถึง 5 ประตูต่อ 0

สำหรับผลงานฟุตบอลลีกในฤดูกาล 2019-2020 ที่ผ่านมาทีมสโมสรที่เล่นให้ก็คือ อาร์เซนอล U23 ในรายการ Premier League 2 ซึ่ง ได้ลงเล่นทั้งหมด 2 match assist 1 เปลี่ยนตัวเข้า 1 ครั้ง และเล่นในพรีเมียร์ลีกให้กับทีมสโมสรอาร์เซนอล โดยที่เข้าเล่น 8 Match ยิงประตู 1 ประตู เปลี่ยนตัวเข้า 1 ครั้งเปลี่ยนตัวออก 1 ครั้งใบเหลือง 2 ใบ

ส่วนรายการบอลถ้วยระดับนานาชาติในฤดูกาล 2019-20 นั้นได้เล่นให้กับทีมสโมสรอาร์เซนอลในยูโรปาลีก ลงทั้งหมด 3 match เปลี่ยนตัวออก 1 ครั้งได้ใบเหลือง 1 ครั้ง

5


สำหรับ ชโดนราน มุสตาฟี่ เกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 1992 ปัจจุบันอายุ 27 ปี เป็นคนสัญชาติเยอรมัน ส่วนสูงของ ชโดนราน มุสตาฟี่ นั้น คือ 1.84 เมตร ปัจจุบันเล่นเป็นกองหลังให้กับสโมสรยักษ์ใหญ่อย่างอาร์เซนอล

ชโดนราน มุสตาฟี่ ได้เข้าร่วมทีมกับสมสรอาร์เซนอลโดยเซ็นสัญญาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 2016 โดยย้ายมาจากสโมสร บาเลนเซีย และสัญญานักเตะจะสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ.2021 ใส่เสื้อลงเล่นให้กับโมสรอาเซนอลโดยใส่เบอร์ 20 และปัจจุบันชโดนราน มุสตาฟี่มีค่าตัวถึง 13.50 ล้านปอนด์

ชโดนราน มุสตาฟี่ เล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกนั้นอยู่กับสโมสรฮัมบูร์เกอร์เอสฟา และเอฟเวอร์ตันเป็นสโมสรเยาวชน ซึ่งลงเล่นเป็นตัวสำรอง 1 นัด ก่อนจะย้ายไปเล่นกับสโมสรอื่น

ชโดนราน มุสตาฟี่เปิดตัวเล่นกับทีมชาติครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 ทีมชาติที่เล่นให้ก็คือทีมชาติเยอรมันนั่นเอง ชโดนราน มุสตาฟี่ยังเป็นหนึ่งในชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลอีกด้วยและยังไม่พอเท่านั้นยังติดทีมชาติฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 ที่ฝรั่งเศส ชโดนราน มุสตาฟี่ นั้นได้ทำประตู ด้วยการโหม่งในนาทีที่ 19 ของรอบแรกกลุ่ม C ที่แข่งขันกับยูเครน ถือว่าเป็นประตูแรกในการแข่งขัน และนัดนั้นเยอรมันนี เอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ทั้งหมด 2 ต่อ 0

สำหรับข้อมูลการลงเล่นฟุตบอลลีกของ ชโดนราน มุสตาฟี่ ในฤดูกาลที่ผ่านมาคือฤดูกาล 2019-2020 เป็นรายการการแข่งขันพรีเมียร์ลีก,ลาลีกา,เซเรีย อา,เซเรีย บี, reserve league,eserve league north,U19 Bundesliga Nord/Nordost,U17 Bundesliga Nord/Nordost ได้ลงเล่นทั้งหมด 282 match ทำประตูได้ 19 ประตู แอสซิสต์ 9 ทำประตูเข้าเอง 2 ประตู เปลี่ยนตัวเข้า 14 ครั้ง เปลี่ยนตัวออก 19 ครั้ง โดนใบเหลืองทั้งหมด 61 ครั้ง โดนใบแดง 2 ครั้ง ค่าเฉลี่ยต่อ 1 ประตูรวมทั้งหมด 12,489 นาที และเวลาลงเล่นรวมทั้งหมด 23,913 นาที

6


สำหรับ คีแรน เทียร์นีย์ นั้นเกิดเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1997 ซึ่งเขาเป็นนักฟุตบอลสกอตแลนด์ให้ตำแหน่งกองหลังแบ็คซ้ายของอาร์เซนอล เท้าที่ถนัดที่สุดของเขาคือเท้าซ้าย ส่วนสูงประมาณ 1.78 เมตร

สำหรับการเล่นให้กับสโมสรอาร์เซนอลนั้นได้เซ็นสัญญานักเตะ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 2019 ซึ่งสโมสรเดิมคือกลาสโกว์ เซลติก เสื้อที่สวมใส่ลงสนามของอาร์เซนอลคือเสื้อเบอร์ 3 และจะสิ้นสุดสัญญาลงเมื่อ 30 มิถุนายน ค.ศ.2024 อดีตสังกัดทีมชาติสกอตแลนด์ ค่าตัวล่าสุดนั้นคือ 22.50 ล้านปอนด์

การลงเล่นในทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกของ คีแรน เทียร์นีย์ คือ เดือนมีนาคม ค.ศ. 2016 ซึ่งอาร์เซนอลซื้อ คีแรน เทียร์นีย์ มาด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2019

สำหรับประวัติของคีแรน เทียร์นีย์ นั้นคือสโมสรได้ สกอตติช พรีเมียร์ชิพ ในฤดูกาล 2015-2016 ฤดูกาล 2016-2017 ฤดูกาล 2017-2018 และฤดูกาล 2018-2019 Scottish Cup ฤดูกาล 2016-2017 และฤดูกาล 2017-2018 สกอตติช ลีกคัพ ในฤดูกาล 2017-2018 แต่ฤดูกาล 2018-2019

ข้อมูลการลงเล่นฟุตบอลลีก และถ้วยต่างๆ ในฤดูกาล 2014-2015 ได้ลงเล่นทั้งหมด อยู่ 108 นัด และทำประตูได้ 5 ประตู แอสซิตส์ 26 ประตู เปลี่ยนตัวเข้า 5 ครั้งเปลี่ยนตัวออก 16 ครั้ง มีค่าเฉลี่ยต่อ 1 การทำประตู 4915 นาที และเวลาลงเล่นรวมทั้งหมด 8939 นาที

การเล่นฟุตบอลถ้วยระดับนานาชาติของ คีแรน เทียร์นีย์ ในฤดูกาลที่ผ่านมาคือ 2019-2020 สถิติการลงเล่นคือ 46 นัด ทำประตูได้ 1 ประตู แอสซิสต์ 6 ครั้ง เปลี่ยนตัวออก 1 ครั้ง เตรียมตัวเข้า 5 ครั้ง ใบเหลือง 4 ครั้ง ค่าเฉลี่ยต่อ 1 การทำประตูคือ 540 นาที และเวลาลงเล่นทั้งหมด 3976 นาที

7


โจ โกเมซ ได้เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 1997 อายุ 22 ปีส่วนสูง 1.8 เมตร สัญชาติอังกฤษ ที่มีความถนัดเท้าขวาและเล่นเป็นกองหลัง - Center back ให้กับลิเวอร์พูลในปัจจุบัน

สำหรับสัญญานักเตะนั้นได้เข้าร่วมสโมสรกับลิเวอร์พูล เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2015 และสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2024 ก่อนที่จะมาร่วมสโมสรลิเวอร์พูล เมื่อวันที่ 1 ได้ย้ายมาจากสโมสรเดิมคือ ชาร์ตัน แอธเลติก ด้วยค่าตัว 4.41 ล้านปอนด์ เข้ามาสโมสรลิเวอร์พูลปัจจุบันใส่เสื้อเบอร์ 12

โจ โกเมซ ในฤดูกาลที่ 2018 และ 2019 ได้ลงเล่นในช่วงต้นฤดูกันในตำแหน่งกองหลัง ซึ่งจะคู่กับเฟอร์จิล ฟานไดจ์ค ซึ่งได้เอาชนะแมนซิตี้ในสนามคิงพาวเวอร์สเตเดี้ยมด้วยการเอาชนะเลสเตอร์ซิตี้ไปด้วยสกอร์ทั้งหมด 2 ต่อ 1 และในวันที่ 1 มิถุนายน 2019 นั้นได้มีการแข่งขันกับท็อตแน่มฮ็อทสเปอร์ ในนัดชิงชนะเลิศ 2019 รายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ได้เอาชนะมาด้วยประตู 2 ต่อ 0 ทำให้ลิเวอร์พูลได้คว้าแชมป์สมัยที่ 6 ของยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกจะสำเร็จนั่นเอง

ในฤดูกาล 2019-2020 โจ โกเมซ UEFA Super Cup 2019 ได้แชมป์ พอลิเวอร์พูลได้แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาล 2018-19 ซึ่งจะเจอกับเชลซี ที่เป็นแชมป์ยูฟ่ายูโรปาลีกฤดูกาล 2018-/จ19 ช่วยเอาชนะเชลซีมาด้วยการดวลจุดโทษ ซึ่งจุดโทษที่ว่านั้น score คือ 5 ต่อ 4 ซึ่งเป็นแชมป์สมัยที่ 4 ได้สำเร็จนั่นเองและวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2019 ลิเวอร์พูลได้เจอกับฟลาเม็งกู ในรายการฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกเอาชนะได้ด้วยสกอร์ 1 ต่อ 0 ด้วยการต่อเวลาพิเศษ

8


เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค นั้นได้ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1991 มีอายุ 28 ปี เป็นชาวชาติเนเธอร์แลนด์ ส่วนสูงของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค  จะอยู่ที่ 1.93 เมตร และเป็นผู้ที่ถนัดเท้าขวา เล่นในกองหลัง  - Center Back ให้กับสโมสรลิเวอร์พูล

สำหรับการร่วมสโมสร เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค  นั้น เป็นนักฟุตบอลชาวดัตช์ ได้เข้าร่วมสโมสรลิเวอร์พูล เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค. ศ. 2018 โดยที่สวมเสื้อลงแข่งขันเบอร์ 4 และจะสิ้นสุดสัญญาในการเป็นนักฟุตบอลสโมสรลิเวอร์พูลวันที่ 30 มิถุนายน ค. ศ. 2023 สำหรับสโมสรเดิมที่ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ย้ายมานั้นก็คือเซาแธมป์ตัน นั่นเอง เพิ่งย้ายมามีค่าตัว 15ล้านปอนด์ และปัจจุบันมีค่าตัวมากถึง 90 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

สำหรับ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค  นั้นได้ลงสนามเป็นตัวจริงนัดแรกในทีมสโมสรลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2017-2018 ซึ่งเป็นนัดเปิดสนาม ที่แอนฟิลด์แข่งกับเอฟเวอร์ตันและการที่ได้ลงเป็นตัวจริงครั้งแรกก็สามารถยิงประตูได้อีก 1ประตู จนผ่านเข้ารอบเอฟเอคัพได้สำเร็จด้วยสกอร์ 2 ต่อ 1

ฤดูกาล 2018-2019 เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค  ได้ทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีก ซึ่งใจกับวูฟแฮมตันและยังได้รางวัล นักเตะยอดเยี่ยมใน ค.ศ. 2018 อีกด้วย และก็ได้สร้างผลงานมาจนถึงวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ.2019 เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค  ได้ทำประตูในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ได้ถึง 2 ลูก ทำให้ลิเวอร์พูลนั้นชนะและเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายของยูฟ่าได้ จากนั้นก็มีการทำประตูอยู่หลายครั้งจนทำให้คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกสมัยที่ 6 ได้และ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค  ยังได้รับรางวัล man of the match ในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกด้วย

ในฤดูกาลล่าสุด 2019 - 2020 ในวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 2019 ลิเวอร์พูลได้ทำการเปิดสนามแอนฟิลด์กับนอริชซิตี้ซึ่ง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค  ก็ได้ทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้เช่นกัน จากนั้นก็ทำผลงานทำให้ทีมได้แชมป์ คือ UEFA Super Cup 2019 และในวันที่ 19 มกราคม ค.ศ.2020 ตั้งแต่นั้นได้ทำ ประตูที่ 4 ในการเปิดสนามแอนฟิลด์ด้วยแข่งขันกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ 2 – 0

9

เอียน ไรซ์ เล่นในตำแหน่งกองหน้า ฤดูกาล 1997/1998 ได้ลงสนามให้อาเซน่อล 27 นัด รวมทุกรายการ อยู่ในสนามเป็นเวลา  2,161 นาที ยิง 11 ประตู จ่าย 3 แอสซิสต์ แบ่งเป็นการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 24 นัด ลงสนามเป็นตัวจริง 22 นัด เป็นสำรอง 2 นัด ยิงได้ 10 ประตู จ่าย 3 แอสซิสต์

โดย เอียน ไรซ์ ได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีก 20 นัดติดต่อกันช่วงนัดแรกถึงนัดที่20 ก่อนจะได้รับบาดเจ็บ และไม่ได้ลงสนามไปกว่า 13 นัด ก่อนจะได้กลับมาลงสนามอีกครั้งใน 3 นัดสุดท้ายของฤดูกาล ซึ่งอาเซน่อล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปครอง ด้วยการมีแต้มเหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1 คะแนน ส่วนที่3 เป็นของ ลิเวอร์พูล


ฟุตบอลเอฟเอคัพ 1997/1998 เอียน ไรซ์  ไม่ได้ลงสนามเลย เพราะอยู่ในช่วงที่ได้รับบาดเจ็บ โดยกลับมามีชื่อเป็นตัวสำรอง ในรอบชิงชนะเลิศ ที่อาเซน่อล เอาชนะ นิวคาสเซิล 2-0 แต่ก็ไม่ได้ลงสนาม

ฟุตบอลลีกคัพ 1997/1998 เอียน ไรซ์ ได้ลงสนามเพียงแค่นัดเดียว ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่อาเซน่อล เอาชนะ เวสแฮมต์ ยูไนเต็ด 2-1  โดยเอียน ไรซ์ ได้ลงสนาม 83 นาที ยิง 1 ประตู ฟุตบอลยูฟ่าคัพ เอียน ไรซ์ ได้ลงสนาม 2 นัด เป็นตัวจริงทั้ง 2 นัด อยู่ในสนามครบ 90 นาที
ทั้ง 2 นัด นัดแรก อาเซน่อล แพ้ PAOK 0-1 นัดที่2 อาเซน่อล เสมอ PAOK 1-1 ทำให้อาเซน่อล จอดป้ายแค่รอบแรกเท่านั้น

สรุปฤดูกาล 1997/1998 อาเซน่อล ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก และ แชมป์เอฟเอคัพ เอียน ไรซ์ มีส่วนร่วมกับทีม 27 นัด โดยคนที่ได้ลงสนามมากที่สุดคือ ไนเจล วินเทอร์เบิร์น 49 นัด

เอียน ไรซ์ ยิงได้ 11 ประตู มากที่สุดเป็นอันดับ3 ของอาเซน่อล เป็นรองมาร์ก โอเวอร์มา 16 ประตู และ เดนนิส เบิร์กแคม 22 ประตู  เอียน ไรซ์ยิงในพรีเมียร์ลีกได้ 10 ประตู เป็นรองเพียงแค่ มาร์ก โอเวอร์มา 12ประตู และเดนนิส เบิร์กแคม 16 ประตู

เอียน ไรซ์ได้รับใบเหลือง 7 ใบมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของอาเซน่อล โดยมี สตีฟ โบลด์ได้มากกว่า 9 ใบ เดนนิส เบิร์กแคมได้ 9 ใบ และปาทริค วิเอร่า 10 ใบ เอียน ไรซ์ไม่ได้รับใบแดงเลย โดยที่ปาทริค วิเอร่า ได้ใบแดงมากที่สุดในทีมจำนวน 2 ใบ

10

เดนนิส เบิร์กแคม เล่นในตำแหน่งกองหน้า ฤดูกาล 1997/1998 เดนนิส เบิร์กแคม ได้ลงสนาม
40 นัดรวมทุกรายการ อยู่ในสนามเป็นเวลา 3,019 นาที ยิงได้ 22 ประตู จ่าย 11 แอสซิสต์
แบ่งเป็นการลงสนามในพรีเมียร์ลีก 28 นัด เป็นตัวจริงทั้ง 28 นัด อยู่ในสนามเป็นเวลา 2,449 นาที
ยิงได้ 16 ประตู จ่าย 11 แอสซิสต์  โดยเบิร์กแคม ได้ลงสนามติดต่อกัน 12 นัด ในช่วงนัดแรกถึงนัดที่ 12 ของพรีเมียร์ลีก
และจาก 28 นัดที่เบิร์กแคม ได้ลงสนาม เบิร์กแคมอยู่ในสนามครบ 90 นาที 27 นัด มีเพียงนัดเดียวที่ถูกเปลี่ยนตัวออกคือนัดที่ 35
ที่อาเซน่อล เอาชนะ ดาร์บี้ 1-0 โดยเบิร์กแคม ได้อยู่ในสนาม 30 นาที เนื่องจากได้รับบาดเจ็บ จบฤดูกาลนั้น อาเซน่อล
เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยการมีแต้มเหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1 คะแนน โดยเบิร์กแคม
เป็นรองดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกที่จำนวน 16 ประตู โดยยิงได้น้อยกว่า ไมเคิล โอเว่น,คริส ซัตตันและดิออน ดับลิน 2 ประตู

ฟุตบอลเอฟเอคัพ 1997/1998 เบิร์กแคม ได้ลงสนาม  1นัด  ในนัดที่อาเซน่อล เสมอ เวสแฮมต์ ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย
นัดแรก 1-1 แต่จากนั้นเกิดอาการบาดเจ็บ ทำให้ไม่ได้ลงสนามอีกเลย

แต่สุดท้าย อาเซน่อล เป็นแชมป์เอฟเอคัพ ด้วยการเอาชนะ นิวคาสเซิล 2-0
ฟุตบอลลีกคัพ เบิร์กแคม ได้ลงสนาม 4 นัด เป็นตัวจริงทั้ง 4 นัด ยิงได้ 2 ประตู

นัดแรกเบิร์กแคมได้ลงสนามในรอบ4 อยู่ในสนาม 120นาที และเป็นคนยิงประตูให้อาเซน่อล ชนะโคเวนทรี1-0
นัดที่2 ลงสนามในรอบที่ 5 อยู่ในสนาม 90 นาที ซึ่งอาเซน่อล ชนะ เวสแฮมต์ ยูไนเต็ด 2-1
นัดที่3 เบิร์กแคมลงสนามในรอบรองชนะเลิศนัดแรก อยู่ในสนาม 90 นาที อาเซน่อล ชนะ เชลซี 2-1 นัดที่4
เบิร์กแคมได้ลงสนาม 90 นาที  อาเซน่อล แพ้ เชลซี 1-3 ในรอบรองชนะเลิศนัดที่2 ซึ่งเบิร์กแคมยิงประตูได้ด้วย
แต่ก็ตกรอบไปด้วยสกอร์รวม 2 นัด 3-4

สรุปฤดูกาล 1997/1998 อาเซน่อล เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก และเอฟเอคัพ โดยที่ เบิร์กแคม มีส่วนร่วมกับทีม 40 นัด โดยไนเจล วินเทอร์เบิร์น ได้ลงสนามมากที่สุด 49 นัด ,ปาทริค วิเอร่า 46 นัด  เดนนิส เบิร์กแคม ยิงได้ 22 ประตู เป็นนักเตะที่ยิงประตูให้อาเซน่อลมากที่สุดในฤดูกาล
รองลงมาคือ มาร์ก โอเวอร์มา 16 ประตู เอียน ไรซ์ 11 ประตู

11

นิโคล่า อเนลก้า เล่นในตำแหน่งกองหน้า เป็น1ในนัดเตะทีมชาติฝรั่งเศส ชุดฟุตบอลยโร 2000
ที่ประเทศฮอลแลนด์ กับ ประเทศเบลเยี่ยม เป็นเจ้าภาพร่วมกัน
รอบแบ่งกลุ่ม ฝรั่งเศส อยู่ร่วมสายกับ ฮอลแลนด์ ,เช็ก และ เดนมาร์ก
นัดแรก ฝรั่งเศส พบกับ เดนมาร์ก นิโคล่า อเนลก้า ได้ลงสนามเป็นตัวจริง อยู่ในสนาม 82 นาที
จ่ายไป 1 แอสซิสต์  ช่วยให้ฝรั่งเศส ชนะ เดนมาร์ก 3-0

เกมนัดที่2 ฝรั่งเศส พบกับ เช็ก นิโคล่า อเนลก้า ได้ลงสนามเป็นตัวจริง ได้อยู่ในสนาม 55 นาที
ก่อนจะถูกแทนที่โดย คริสตอฟ ดูการ์รี่ ซึ่งจบ 90 นาทีฝรั่งเศสเป็นฝ่ายเอาชนะไป 2-1
มาถึงเกมนัดที่ 3 ฝรั่งเศสที่เข้ารอบไปแล้ว เจอกับ ฮอลแลนด์ ที่เข้ารอบไปแล้วเช่นกัน
นิโคล่า อเนลก้า ได้ลงเล่น 9 นาทีสุดท้าย แทนที่ของ ซิลแว็ง วิลตอด์ ซึ่งจบ 90 นาที
ฝรั่งเศสแพ้ฮอลแลนด์ 2-3 แต่ก็กอดคอเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ได้ทั้ง 2 ทีม

มาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ฝรั่งเศส ต้องมาดวลกับ สเปน นิโคล่า อเนลก้า
ได้ลงเป็นแค่ตัวสำรองในช่วง 8 นาทีสุดท้าย แทนที่ของ เธียร์รี่ อองรี ศูนย์หน้าเบอร์ 1 ของทีมชาติฝรั่งเศสยุคนั้น
และจบ 90 นาที ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายมีชัยเหนือสเปน 2-1

รอบรองชนะเลิศ ฝรั่งเศส โคจรมาเจอกับ โปรตุเกส ซึ่ง นิโคล่า อเนลก้า ได้ลงมาเป็นศูนย์หน้าคู่กับ อองรีอีกครั้ง
ขณะที่โปรตุเกสชุดนั้นนำทัพโดย หลุยห์ ฟิโก้ เกมนี้ต้องสู้กัน 120 นาที ก่อนที่ฝรั่งเศส
จะเป็นฝ่ายมีชัยเหนือ โปรตุเกส 2-1 จากประตูชัยของ ซีเนอดีน ซีดาน นาที 117
เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฝรั่งเศส ต้องมาดวลกับ อิตาลี ซึ่ง นิโคล่า อเนลก้า มีชื่อเป็นตัวสำรองแต่ไม่ได้ลงสนาม
นัดนั้นฝรั่งเศส จัดทีมในระบบ 4-3-2-1 .ให้ เธียร์รี่ อองรี ยืนหน้าเป้าคนเดียว

กองกลางคุมเกมโดย ซีเนอดีน ซีดาน ,ดิดิเยร์ เดชองส์,ปาทริค วิเอร่า และยูริ จอร์เกฟ
ส่วยแผงแบ็คโฟร์ มีทั้งมาร์กเซล เดอไซญี่ ,โรลอง บลองค์ ,ลิลิยง ตูราม และวิเซนเต้ ลิซาราซู
เกมนั้นจบ 90 นาที เสมอกันไป 1-1 โดยฝรั่งเศสได้ประตูตีเสมอในนาที 90 จากซิลแว็ง วิลตอด์
ก่อนที่ ดาวิด เทรเซเก้ จะมาซัดประตูโกลเด้นโกล นาที 103 ให้ฝรั่งเศสชนะไป 2-1

12

เอ็ดเดอฮุย เกิดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคมปี 1966 ที่ประเทศ ฮอลแลนด์
เริ่มต้นเล่นฟุตบอลอาชีพ กับสโมสร สปาร์ต้า รอทเธอดัมส์ ในปี 1985-1990
ลงสนามให้ทีมไปถึง 145 นัด แต่ไม่มีแชมป์รายการใดๆ ติดมือเลย แม้แต่รายการเดียว
จากนั้นในปี 1990 ได้ย้ายไปอยู่กับเฟเยนูร์ท ฤดูกาล 1992/1993 เอ็ดเดอฮุย ลงสนามให้ทีม
33 นัด จบซีซั่นเฟเยนูร์ท เป็นแชมป์บอลลีกของฮอลแลนด์ ด้วยการมีแต้มเหนือ ไอโฮเฟ่น 2แต้ม
เอ็ดเดอฮุย อยู่กับเฟเยนูร์ท จนถึงปี 1997 ได้แชมป์ลีก 1 สมัย และแชมป์บอลถ้วย 4 สมัย
ก่อนจะย้ายไปอยู่กับเชลซี ในปีเดียวกัน

ฤดูกาล 1997/1998 เชลซีจ่ายเงิน 2 ล้านปอนด์ ดึงตัว เอ็ดเดอฮุย มาจากเฟเยนูร์ท โดยฤดูกาลแรก
เอ็ดเดอฮุย ลงสนามให้เชลซี 39นัด เชลซีจบฤดูกาลนั้น ด้วยการได้อันดับที่ 3 ของพรีเมียร์ลีก
ตกรอบที่4 ฟุตบอลเอฟเอคัพ  แต่เชลซีคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกคัพ ด้วยชัยชนะเหนือโบโร่ 2-0
โดยเอ็ดเดอฮุย ได้ลงสนามเป็น 11 ตัวจริง ในรอบชิงชนะเลิศ  ขณะที่ฟุตบอลยุโรปรายการ
คัพวินเนอร์สคัพ เชลซีก็คว้าแชมป์มาครอง ด้วยชัยชนะเหนือสตุ๊ตการ์ท ยอดทีมจากเยอรมัน 1-0
โดยเชลซีได้ประตูชัยจากการยิงของ จิอันฟรังโก้ โซล่า  ซึ่ง เอ็ดเดอฮุย ได้ลงสนามเป็นตัวจริง

เข้าสู่ฤดูกาล 1999/2000 เอ็ดเดอฮุย ได้ลงสนามให้เชลซี 59 นัด รวมทุกรายการ
แบ่งเป็นการเล่นในพรีเมียร์ลีก 37 นัด เชลซีจบซีซั่นด้วยการได้อันดับที่ 5 ของพรีเมียร์ลีก
ตกรอบที่3 ฟุตบอลลีกคัพ เข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลยูฟ่าแชมป์เปียนลีก
ขณะที่ฟุตบอลเอฟเอคัพ เชลซีคว้าแชมป์มาครอง ด้วยชัยชนะเหนือ แอสตัล วิลล่า 1-0
โดยเชลซีได้ประตูชัยจาก โรแบร์โต้ ดิมัตเตโอ ซึ่งเกมนี้ เอ็ดเดอฮุย ลงเป็น 11 คนแรก

หลังจากฤดูกาลนั้น เอ็ดเดอฮุย ตกเป็นตัวสำรองในฤดูกาลต่อมา โดยทีมหันไปใช้บริการของ
คาร์โล คูดิชินี่ แทน และ เอ็ดเดอฮุย อยู่กับทีมจนถึงฤดูกาล 2002/2003 รวมแล้วอยู่กับทีม 6ฤดูกาล
ลงสนาม 175 นัด รวมทุกรายการ ได้แชมป์เอฟเอคัพ 1 สมัย แชมป์ลีกคัพ 1 สมัย
และแชมป์คัพวินเนอร์สคัพ 1 สมัย  ก่อนจะย้ายไปอยู่กับสโต๊กในฤดูกาล 2003/2004
และประกาศเลิกเล่นหลังจบฤดูกาล 2005/2006

Pages: [1]

พื้นที่โฆษณา ขนาด 728x90 พิกเซล
ติดต่อ 080-000-0000